หุ้นตัวไหนเป็นหุ้น Attack ตัวไหนเป็นหุ้น Defense (มารู้จักกับ Beta และ Systematic/Unsystematic riskกันครับ)

Beta ก็คือตัววัด Volatility ของหุ้นตัวหนึงแหละครับแต่คราวนี้เราจะไม่วัดแค่กับตัวหุ้นเองอีกแล้ว จะเห็นว่าที่ผ่านมาเราจะวัดความเสี่ยงด้วย Standard Deviation หรือ Volatility กับตัวหุ้นนั้นๆเองใช่ไหมครับถ้าค่ามันสูงก็แปลว่ามันเหวี่ยงมาก ถ้าค่ามันต่ำก็จะแปลว่ามันเหวี่ยงน้อย แต่นั้นเรายังไม่ได้กล่าวถึง Systematic/Unsystematic Risk เลยครับ มาวันนี้เราจะมาดูกันว่า Systematic/Unsystematic Risk คืออะไร ทำไมเราต้องหุ้นไปวัดกับตลาดด้วย

  • ความเสี่ยงที่เป็นระบบ(Systematic Risk) ก็คือ ความเสี่ยงที่เป็นระบบ ความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่เกิดจาก “ระบบ” หรือเกิดจาก Factor ที่มีผลกระทบธุรกิจทั้งธุรกิจหรือตลาดทั้งตลาด เช่น การขึ้น/ลด ภาษีนโยบายของชาติ การเกิดสงคราม เกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้เกิดจากปัจจัยของที่สร้างความผันผวนที่มีระบบทั้งระบบ(เรียกว่าตลาดก็ได้) เป็นความเสี่ยงที่มาจากแวดล้อมภายนอกที่เราไม่อาจทำอะไรได้ ความเสี่ยงเหล่านี้เราไม่อาจแก้ได้ด้วยการกระจายความเสี่ยง นั้นทำให้ Systematic Risk ได้ถูกรู้จักกันในอีกชื่อนหนึงคือ Undiversified risk เพราะมันเกิดกันทั้งระบบนั้นเอง
  • ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk) ก็คือความเสี่ยงที่เกิดกับบริษัทที่เราไปลงทุนโดยเฉพาะเจาะจงครับไม่ได้แอฟเฟคไปทั้งระบบครับ เป็นปัจจัยภายในของตัวบริษัท หรือ ธุรกิจนั้นๆเอง เช่น CEO ของบริษัทลาออก บริษัทมีโอกาสเบี้ยวชำระหนี้ สินค้าความนิยมถดถอย เป็นต้น

โชคดีที่ความเสี่ยงเหล่านี้(Unsystematic Risk) ก็เราสามารถลดมันลงได้ด้วยการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตฟอลิโอของเราเช่น การกระจายการถือหุ้นของเราไปยังธุรกิจประเภทต่างๆกันสมมุติว่าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อกลุ่มธุรกิจอย่าง IT ตกต่ำ แต่กลุ่มอย่าง Food หรือ Retail ยังอยู่ได้คือ ไม่มีเงินเราอาจจะไม่ซื้อคอมพ์ใหม่ แต่เราก็ยังต้องซื้อข้าวกินซื้อมาม่าที่ 7/11 เป็นต้น การเฉลี่ยกันไปแบบนี้ก็จะช่วยกันลดความเสี่ยงจากอีกกลุ่มไป นั่นคือทางเหตุผลอาจจะพูดได้แบบนั้น แต่ในทางการลงทุนเชิง Quantitative เราก็ต้องหาตัวแปรมาเพื่อวัดว่าอย่างไรล่ะที่จะช่วยกระจายความเสี่ยง คำตอบก็คือ Correlation ที่เราเคยพูดถึงไปครับ การจัดพอร์ตที่ดีเราควรหาสินทรัพย์ที่ไม่ Correlate(ไม่มีความเชื่อมโยงกันของราคา) กันหลายๆตัว เพื่อให้มันลด Unsystematic Riskไปครับ อย่าง Modern Portfolio Theory ก็เป็นหนึ่งในวิธีการลดความเสี่ยงตรงนี้เช่นกัน

เอาล่ะเกริ่นมาเยอะแล้วแล้วเราทำอะไรกับ Systematic Risk ไม่ได้เลยหรือ ความจริงก็ไม่เชิงหรอกครับ เราวัดมันได้นะ เราแยกประเภทมันก็ได้ด้วย Beta

Beta คือตัวที่จะบอกเราถึงความสัมพันธ์ระหว่างหุ้น(หรือหลักทรัพย์อื่นๆก็ได้) ต่อ ตลาด ที่มีหุ้นทั้งหมดอยู่ถ้ามีวิกฤตหุ้นเกือบทั้งหมดในตลาดมันก็ย่อมต้องตกลง

สมมุติว่า

  • ค่าเฉลี่ยวิกฤตครั้งนี้ราคาตกลงทั้งตลาดประมาณ 5% หุ้น A ตกไปที่ประมาณ 4% ขณที่ หุ้น B ตกไป 6%
  • เราก็พอจะตั้งสมมุติฐานได้ว่า หุ้น A มี Volatility ต่ำกว่าตลาด ขณะที่ หุ้น B มี Volatility สูงกว่าตลาด
  • ในขณะที่พอเศรษฐกิจดีขึ้น สมมุติว่าตลาดขึ้นมาที่ 10% เราก็พอจะคาดหวังได้ว่า หุ้น B ย่อมให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้น A สมมุติว่า B ให้ 12% ขณะที่ หุ้น A ให้ 8% เป็นต้น

ทำไมต้องเป็นงี้นะเหรอ เราจะแอสซูมว่าที่มันเกิดวิกฤตทั้งหมด เป็นเพราะ Systematic Risk เป็นสำคัญคือมันเกิดวิกฤตเช่นความตกใจที่จะเกิดสงครามอะไรแบบนี้ โดยสมมุติว่า Unsystematic Risk หรือ พวกกำไรบริษัท ความนิยม ยอดขายนั้น ยังคงโอเคอยู่หุ้นที่ ลงไปน้อยกว่าก็มีโอกาสที่จะตีราคากลับขึ้นมาได้น้อยกว่าเช่นกัน เราสามารถจัดหุ้น A และ หุ้น B ได้เป็น หุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำและจะมีโอกาสทำกำไรได้น้อยกว่าตลาด(หุ้น Defense) และ หุ้นที่มีความเสี่ยงสูงแต่มีโอกาสทำกำไรได้เยอะกว่าตลาด(หุ้น Attack )

พูดมาตั้งนานไปก็เท่านั้นมาดูสมการกันดีกว่าครับ

Bs คือ ค่าBeta ของหุ้นตัวนั้นๆ

Rs คือ Return ของหุ้นตัวนั้นๆ

Rm คือ Return ของตลาด

VAR Rm กำลัง 2 คือ Variance ของReturn ของตลาด

COV คือ Covariance หรือภาษาง่ายๆคือหุ้นตัวนั้นๆมันขึ้นลงตามกันรึเปล่า

จะเห็นว่าสมการนี้จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่หาว่าหุ้นตัวนั้นๆขึ้นตามตลาดมากแค่ไหนอย่างไร จากนั้นก็ ฟอร์มมันด้วยการหารด้วย Variance ของตลาด เท่านั้นเอง

ถ้าไม่เข้าใจสมการไม่เป็นไรครับให้จำแค่ว่า

  • Beta มากกว่า 1 คือหุ้นตัวนั้นๆ ขึ้นลงมากกว่าตลาด Attack Stock
  • Beta น้อยกว่ากว่า 1 คือหุ้นตัวนั้นๆ ขึ้นลงน้อยกว่าตลาด Defense Stock
  • Beta เท่ากับ 1 คือหุ้นตัวนั้นๆ ขึ้นลงตามตลาดเป๊ะๆ
  • Beta เท่ากับ 0 คือหุ้นตัวนั้นๆ ขึ้นลงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตลาดเลย

มาดูตัวอย่างหุ้นไทยตามที่ว่าครับ IT ผมจะเลือกตัวแทนมาคือ JAS 2012 ถึงปี 2017 แล้วกันนะครับ

v

ดูจากรูปก็น่าจะพอเดาออกว่า JAS น่าจะมีค่า Beta ต่อตลาดหลักทรัพย์ไทยเพราะดูราคาเหวี่ยงกว่ามากทีเดียว เมื่อเรานำมาเข้าสมการด้านบนเราก็จะเห็นว่ามีค่าที่ 1.384 มากว่า 1 นับเป็น Attacking Stock ตัวหนึง

Beta มันมีประโยชน์อะไร คำตอบก็คือมีประโยชน์ในการเลือกจัดพอร์ตของเราครับ ว่าอยากให้พอร์ตมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนอย่างไรเราใช้มันช่วยดูได้ อีกทั้งเจ้า Beta นี่แหละครับที่เล่นบทบทสำคัญ

ตัวอย่างดูเข้าเหตุเข้าผลขึ้นมาเลยใช่ไหมครับ หุ้นเทคโนโลยีวิกฤตคนไม่ซื้อ(เขาเอาเงินไปซื้อข้าวกินก่อน) แต่ถ้าเศรษฐกิจดีๆก็อาจจะขายของพวกนี้บูมได้มากกว่า แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ข้อสังเกตครับ!!!

Beta เป็นการวัดย้อนหลังมันเลยมีการเปลี่ยนแปลงตามเวลาครับ มันวัดได้แค่ช่วงหนึงๆเท่านั้น มันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดดังรูปด้านล่าง จะเป็นการวัด Beta แบบ Year to Year ตั้งแต่ปี 2005 ถึง 2017 ครับ

จะเห็นว่ามันก็ต้องขึ้นกับระยะเวลาข้อมูลและความยาวข้อมูลที่นำมาวัดด้วย บางทีก็เป็น Attack บางทีก็กลายร่างเป็น Defense ได้โลกจริงอาจจะไม่ได้ง่ายเหมือนทษฎษี บางทีหุ้นกลุ่ม Tech ก็อาจจะมี Beta น้อยกว่าตลาด และ หุ้นกลุ่ม Food ก็มี Beta นำตลาดได้เช่นกัน แต่ถึงจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง Beta ก็ยังเป็นองค์ประกอบหลักของ CAPM ซึ่งก็เป็นโมเดลสำคัญในโลก Finance อยู่ดีฉะนั้นรู้ไว้ก่อน ค่อยเอาประกอบเป็น CAPM กันต่อไปครับ

CR.

Systematic Risk

http://www.investopedia.com/terms/s/systematicrisk.asp

Unsystematic risk

http://www.investopedia.com/video/play/unsystematic-risk/

Beta

https://www.investopedia.com/ask/answers/102714/how-do-you-calculate-beta-excel.asp

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s