ทำไม กองทุนอันดับหนึ่งของโลก อย่าง “Bridgewater” (by Ray Dalio) ที่ไม่เคยประกาศกลยุทธ์ใหม่เลยมาตั้งแต่ปี 1996 จึงตัดสินใจเปิดตัวกลยุทธ์ “Optimal Porfolio” อย่างเป็นทางการ?

1. Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วให้กลุ่มผู้สนใจการลงทุนว่า ถ้าจะให้พูดถึงกองทุนระดับบิ๊กๆ ของโลก ชื่อของ กองทุน “Bridgewater Associates” ของนักลงทุนคนดังอย่าง คุณ “Ray Dalio” ต้องลองเข้ามาในหัวแน่นอน ควบคู่กันกันกับกองทุน “AQR Capital management” ที่นักลงทุนสายวิชาการอย่างคุณ “Marcos Lopez de Prado” ที่เราเคยพูดถึงกันไปแล้วทำงานอย่ด้วย ก่อนอื่นเรามาดู Performance ล่าสุดของ 2 กองทุนนี้กันก่อนดีกว่าค่ะ

2. ผลการจัดอันดับกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่างเป็นทางการ ประจำ Quarter ที่ 2 ของปี 2018

ขอยกการจัดอันดับอย่างเป็นทางการของ Quarter ที่ 2 ประจำปี 2018 มาให้ดูดังตารางด้านบนค่ะ (ใครอยากดูอันดับแบบเต็มๆ ทั้ง 113 อันดับ ขอเชิญตามลิงก์ท้ายบทความได้เลยค่ะ) อย่างที่พูดไปข้างต้น กองทุนอันดับหนึ่งคือ Bridgewater Associates กับ Asset under Management(AUM) $132.8 billions ตามมาติดๆ ด้วยกองทุนของคุณ Marcos สุดหล่อสายวิชาการ ไม่หวงไอเดียที่ผู้เขียนชื่นชอบมากๆ และติดตามมาตลอดไปอย่าง AQR Capital Management ด้วย AUM $83.7 billions

3. Bridgewater Associate logo

วันนี้เราจะมาลองดูกันว่า ทำไม Bridgewater Associates จึงตัดสินใจเปิดตัว กลยุทธ์ใหม่อย่าง “Optimal Porfolio” ทั้งๆ ที่ เป็นรู้กันว่า กองทุนนี้ ไม่มีเปิดเปิดตัวกลยุทธ์อย่างเป็นทางการแบบนี้มาตั้งแต่ปี 1996 ???

ก่อนอื่น ต้องออกตัวไว้ก่อนนะคะ คุณ Ray Dalio นี้จะแตกต่างจากคุณ Marcos ในแง่ของการให้ข้อมูลนะคะ คุณ Macos จะให้ข้อมูลเชิงลึกในทางวิชาการเยอะมาก ในขณะที่คุณ Ray จะไม่ได้มีการให้ข้อมูลลึก เพียงแต่ถ้าติดตามข่าว ก็สามารถเข้าใจได้ในหลักการ แต่ในเชิงลึก ก็ไม่มีใครทราบว่า กลยุทธ์นี้มีรายละเอียดอย่างไร

*** ก่อนจะไปต่อกัน ขออนุญาติลงบทความที่ได้มาจากคุณ Marcos ไว้ เผื่อผู้อ่านท่านใดสนใจข้อมูลเชิงลึกในงานวิจัยของ กองทุนอันดับสอง ก็ตามไปดูได้เลยค่ะ

“7 ปัจจัยอันตรายที่ทำให้กองทุนที่ใช้ Machine Learning ต้องพบจุดจบ ในมุมมองของคุณ Marcos Lopez de Prado”

มาเริ่มกันเลยค่ะ

กลยุทธ์ใหม่จาก Bridgewater “Optimal Porfolio” คืออะไร?

4. Optimal Portfolio

กลยุทธ์ “Optimal Porfolio” เป็นกลยุทธ์ที่ผสมผสาน 2 สไตล์ การลงทุนเข้าด้วยกัน คือ การลงทุนแบบ “Pure Alpha” และ “All Weather”

เจ้าตัวการลงทุนสไลต์ “Pure Alpha” นี้เป็นกลยุทธ์ดั้งเดิมของกองทุน ที่เน้นไปที่การลงทุนตามกลยุทธ์ที่ถูกออกแบบมา ซึ่งทำให้เกิดการทำนายในการลงทุนหลายหลายรูปแบบ เช่น การลงทุนใน Stocks (หุ้น), Bonds (ตราสานหนี้พันธบัตร), Commodities (โภคภัณฑ์) หรือ แม้กระทั่ง Currentcy (ค่าเงิน)

ส่วนการลงทุนแบบ “All weather” นั้น เรียกได้อีกอย่างว่า “Risk-parity” or “Leveraged beta stategy” ซึ่งก็ตามชื่อเลยค่ะ คือ การลงทุนที่เน้นลงทุนใน Securities ที่มีความผันผวนต่ำ หรือ ความเสี่ยงต่ำนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น stocks, index, bonds ที่มีความเสี่ยงต่ำ ที่จะสามารถทำเงินได้ในหลากหลายสภาวะทางเศรษฐกิจ เช่น ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็น inflation หรือ deflation, high or low growth เป็นต้น

หลักการคิดจาก “Optimal Porfolio”

คุ้นๆ กันมั้ยคะ หลักการคิดจากกลยุทธ์การลงทุนที่ว่ามาข้างต้นอย่าง “Optimal Portfolio” มีหลักการคิดที่คล้ายคลึงกันมากกับ เรื่องของ Strategy Risk กับ Asset Risk นั่นเอง

5. Portfolio Balance

สิ่งที่ Bridgewater กำลังนำเสนอให้กับ นักลงทุนของพวกเขาก็คือ กลยุทธ์ให้ ที่ทำให้ นักลงทุนรู้สึก “สบายใจ” มากขึ้น และ สามารถอดทนผ่านช่วงเวลาที่อาจจะเลวร้าย ไปได้อย่างไม่ลำบากใจ ซึ่งจะไม่เกิดปรากฏการณ์ “ขายทิ้ง” แล้ว เดินจากไปนั่นเอง

สิ่งที่ “Optimal Portfolio” นำเสนอเป็นหนึ่งตัวอย่างของการ Balance กลยุทธ์เพื่อการบริหารความเสี่ยง (Risk) อย่างหนึ่ง ที่พยายามทำให้ความเสียง 2 รูปแบบ คือ ความเสี่ยงของกลยุทธ์ (Strategy Risk) และ ความเสี่ยงจากตัวสินทรัพย์ (Asset Risk) มีความสมดุลกัน เพื่อให้กองทุนสามารถมีจุดที่ “สบายใจ” สำหรับนักลงทุน และสามารถบอกได้ว่า ณ เวลา “bad period” ของการลงทุน ที่ กลยุทธ์ มีแปรปรวนสูง หรือ ไม่สามารถทำนายได้ นักลงทุนก็จะยังมี “Safe Zone” ที่ได้มาจากฝั่งของ Asset Risk ที่ต่ำ นั่นเอง

เมื่อเราเข้าใจระดับหนึ่งแล้วว่า สิ่งที่ Optimal Portfolio ทำคืออะไร และ มันก็สมเหตุสมผลมากๆ ในตอนต่อไป เราก็จะมาดูกันค่ะว่า แล้ว เจ้า Strategy Risk กับ Asset Risk มันคือะไร? และ มีวิธีการได้มาอย่างไร?

Strategy Risk vs Asset Risk

มาดูกันค่ะว่า เจ้า Risk หรือ “ความเสี่ยง” ทั้งสองแบบนี้ คืออะไร? เกิดเมื่อไหร่? และ แตกต่างกันอย่างไร?

Strategy Risk

6. การลงทุนแบบมี Strategy Risk สูง ด้วยการใช้กลยุทธ์ในลักษณะ Black box ของ Hedge Funds

Strategy Risk คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากกลยุทธ์ในการลงทุน ความเสี่ยงประเภทนี้จะเกิดขึ้นสูงสำหรับ Hedge funds ที่มีการลงทุนทั้ง Long และ Short หรือ มีการลงทุนในหลากหลายรูปแบบ เช่น fundamental stocks, futures และ options เป็นต้น ถ้ามีการใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนในรูปแบบนี้ การลงทุนจะถือว่ามีความเสี่ยงในรูปแบบของ Strategy Risk สูง

การมี Strategy Risk สูง หมายความว่า การทำกำไรในกลยุทธ์นั้นๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า สินทรัพย์ (Securities) ภายใน Portfolio นั้น มีผลงานอย่างไร ทำกำไรมากแค่ไหน ในทางตรงกันข้าม ไม่ว่า Securities ใน Portfolio จะมีราคา ขึ้น หรือ ลง กลยุทธ์ที่ดี ก็ยังจะต้องหาทางทำกำไรจนได้ นั่นเอง ในทางกลับกัน ถึงแม้ว่า Securities ภายใน Portfolio ทำผลงานได้ดีมาก ก็ไม่ได้การันตีว่า กลยุทธ์นั้นๆ จะทำเงินได้นั่นเอง

ในกลยุทธ์การลงทุนในลักษณะนี้ ผลงานของ Security รายตัวใน Portfolio นั้น จะมีผลกระทบต่อผลกำไรในระยะยาวของกลยุทธ์น้อยมาก การลงทุนในลักษณะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ “Manager” หรือ ผู้จัดการกองทุน นั่นเอง ที่จะบริหารกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน

Asset Risk

7. การลงทุนแบบมี Asset Risk สูง ด้วยการใช้กลยุทธ์ในลักษณะ Buy & Hold หรือ แบ่งเปอร์เซ็นต์ตายตัวเช่น 60-40

Asset Risk คือ ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากตัว Security นั้นๆ ความเสี่ยงชนิดนี้จะมีสูงมาก ถ้าเราใช้กลยุทธ์ในการลงทุนแบบเรียบง่ายในลักษณะของ “กฏ” ตายตัว เช่น การลงทุนในแบบ Buy & Hold หรือแม้แต่การลงทุนแบบกำหนดเปอร์เซ็นต์ของ Portfolio เช่น 60-40 เป็นต้น การลงทุนประเภทนี้ถือว่า มีความเสี่ยงของกลยุทธ์น้อยมาก (เพราะแทบไม่ได้ใช้กลยุทธ์อะไรที่ซับซ้อนเลย) และ ในทางกลับกันกลับต้องรองรับความเสี่ยงจากตัว Security เอง สูงมากเช่นกัน

การลงทุนในลักษณะนี้ การคาดหวังผลกำไร จะขึ้นอยู่จาก ผลงานของ Security นั้นๆ หรือ การคาดการณ์ว่าตัว Security จะมีรูปแบบ (Patterns) ที่เกิดขึ้นซ้ำ นั่นเอง

Dynamic Portfolio

เมื่อรู้จัก Strategy Risk กับ Asset Risk กันแล้ว ปัญหาที่สำคัญอีกปัญหา ก็คือ จะทำให้ Risk ทั้งสองแบบนี้สมดุลกัน หรือ เรียกอีกอย่างว่า “Dynamic Portfolio” ซึ่ง Portfolio ในลักษณะนี้จะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนใน Portfolio อัตโนมัติ เพื่อใช้ Strategy Risk และ Asset Risk มีความสมดุลกันนั่นเอง

เมื่อ Risk ทั้งสองแบบนี้มีความสมดุลกัน ก็จะทำให้ผู้ลงทุนมีความมั่นคงทางความรู้สึกมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีกับกองทุน อย่างที่ Ray Dalio ได้ออกมาประกาศนั่นเอง! ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ หมายความว่า กองทุนจะต้องใช้ความสามารถผสมผสานกันระหว่าง ความสามารถของผู้จัดการกองทุน และ ผลการดำเนินงานของตัว Security เอง การแบกรับความเสี่ยงจาก Strategy risk ก็จะน้อยลง และ ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการ กองทุนก็จะยังสามารถคงสภาพอยู่ได้ในระดับเวลาหนึ่ง

การลงทุนแบบนี้ในภาษาอังกฤษเรียกได้ว่า เป็นการลงทุนที่ “Investors can have the best of both worlds” หรือ ได้รับผลกำไรจากสองทางนั่นเอง เช่น เมื่อไหร่ก็ตามที่ Strategy ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถทำเงินได้ กองทุนก็ยังทำกำไรได้จาก Security ชั้นดีที่เลือกไว้ และ เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเสี่ยงสมดุลกัน กองทุนก็จะได้รับผลประโยชน์สองทาง หรือ แม้กระทั่งเมื่อภาวะตลาดหมี กองทุนก็จะยังคงมีความสามารถในการทำกำไรจาก Strategy นั่นเอง

มาดูตัวอย่างง่ายๆกันดีกว่า

มีนักลงทุนสองคน ที่มีสถิติ ความสามารถในการลงทุนเท่ากัน ความถูกต้องในการตัดสินใจ รวมทั้งความแปรปรวนของการตัดสินใจเท่ากันทุกอย่าง แต่ครั้นนี้ นักลงทุนสองคน เลือกกลยุทธ์ที่ต่างกัน ดังนี้

นักลงทุน 1 เลือกลงทุนใน Securities ที่มีความแปรปรวนสูง หรือ เรียกได้ว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างมาก และ เลือกลงทุนในธุรกิจที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น หุ้นพวกนี้ก็จะไม่ใช่ หุ้นที่รู้จักกันทั่วไป อาจจะเป็นบริษัทเล็กๆ ที่คิดค้นยาเฉพาะโรค การลงทุนในลักษณะนี้ ก็จะถูกจัดกลุ่มไว้ในกลุ่มของการลงทุนที่มี Strategy Risk สูง

ในขณะที่

นักลงทุน 2 เลือกกระจายการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่หลากหลาย และ ยังไม่แค่นั้น ในแต่ละกลุ่มธุรกิจ เค้ายังมีการเลือกเฉพาะบริษัทที่ถือได้ว่ามีส่วนแบ่งการตลาดสูงมากอีกด้วย ซึ่งอาจจะเคยได้ยิน คำติดปากของนักลงทุนคนดังอย่างคุณ Warren Buffett ที่เรียกธุรกิจประเภทนี้ว่า “moats” นั่นเอง การลงทุนในลักษณะนี้ ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่มีความสมดุลเป็นอย่างดี ระหว่าง Strategy Risk และ Asset Risk เนื่องจากเมื่อไหร่ก็ตามที่กลยุทธ์ไม่สามารถทำงานได้ นักลงทุนก็จะยังได้รับผลกำไรจาก Assets ที่เลือกไว้นั่นเอง

การบริหารความเสี่ยงให้สมดุลยังมีได้อีกหลายๆ รูปแบบ ที่แม้แต่การลงทุนที่ใช้ Algorithmic Trading ก็สามารถจัดการความเสี่ยงประเภทนี้ได้ ถ้าผู้จัดการกองทุนมีความสามารถเพียงพอค่ะ

รู้จักกันไปแล้วนะคะกับความเสี่ยงในการลงทุนรูปแบบต่างๆ ใครอยากตามไปลองอ่านต่อ ในส่วนของการประเมินความเสี่ยงที่เราเคยเขียนไว้ ก็สามารถตามไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความด้านล่างค่ะ

ตลาดหุ้นขึ้น 28 จุดในวันเดียว! กับวันที่ตลาดตก 60 จุดในวันเดียว! กับจุดอ่อนของการประเมินความเสี่ยง 

สำหรับใครที่อยากตามไปดูการจัดอันดับ Headg funds แบบเต็มๆ ตามได้ที่ลิงก์ด้านล่างค่ะ

https://www.pionline.com/article/20180917/INTERACTIVE/180919948/the-largest-managers-of-hedge-funds

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s